มลพิษทางอากาศ…คืออะไร?

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ

มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสือต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตย์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง(SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และก๊าซโอโซน (O3)

ระบบภาวะมลพิษอากาศ (Air pollution System) มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ที่มีความสัมพันธ์กัน คือ

(1) แหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศ (Emission Sources)
เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและระบายออกสู่อากาศภายนอก โดยที่ชนิดและปริมาณของสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศขึ้นอยู่กับประเภทของแหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศ และวิธีการควบคุมการระบายสารมลพิษอากาศ

(2) อากาศหรือบรรยากาศ (Atmosphere)

เป็นส่วนของระบบที่รองรับสารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่างๆ และเป็นตัวกลาง (Medium) ให้สารมลพิษอากาศที่ถูกระบายออกสู่อากาศ มีการแพร่กระจายออกไป โดยมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิของอากาศ ความเร็ว และทิศทางกระแสลม รวมทั่งลักษณะภูมิประเทศ เช่น ภูเขา หุบเขา และอาคารบ้านเรือน เป็นตัวกำหนดลักษณะการแพร่กระจายของสารมลพิษในอากาศ
(3) ผู้รับผลเสียหรือผลกระทบ (Receptors)
เป็นส่วนของระบบที่สัมผัสกับสารมลพิษในอากาศ ทำให้ได้รับความเสียหาย หรืออันตรายโดยผู้รับผลเสียอาจเป็นสิ่งที่มีชีวิต เช่น คน พืช และสัตว์ หรือเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต เช่นเสื้อผ้า อาคาร บ้านเรือน วัสดุและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ความเสียหายหรือหรือผลกระทบที่เกิดขึ้น จะมีความรุนแรงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น ของสารมลพิษในอากาศและระยะเวลาที่สัมผัส

จากส่วนประกอบของระบบภาวะมลพิษอากาศที่กล่าวมาแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณ และชนิดของสารมลพิษที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิด (Emissions) สภาวะทางอุตุนิยมวิทยา (Meteorology) และสภาพภูมิประเทศ (Topography) จะเป็นตัวกำหนดชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารมลพิษที่เจือปนอยู่ในอากาศที่อยู่ห่างไกลออกไป ส่วนคุณภาพอกาศจะเป็นตัวกำหนดถึงลักษณะและความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น (Air Pollution Effects) อีกทอดหนึ่ง

ที่มา : ตำราระบบบำบัดมลพิษอากาศ กรมโรงงานอุตสาหกรรม
ผู้เขียน : นพภาพร พานิช และคณะ

ประเภทของแหล่งกำเนิดมลพิษอากาศ (Sourcse of Air Pollution)

แหล่งกำเนิดสารมลพิษอากาศแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ (Natural Sources)
เป็นแหล่งกำเนิดที่ก่อให้เกิดสารมลพิษอากาศตามกระบวนการทางธรรมชาติ ไม่มีการกระทำของมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เช่น ภูเขาไฟระเบิด ไฟป่า ทะเล และมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของละอองเกลือ เป็นต้น

2. แหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ (Man-Made Sources)
เป็นแหล่งกำเนิดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ที่ทำให้มีการระบายสารมลพิษอากาศแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
(1) แหล่งกำเนิดที่เคลื่อนที่ได้ (Mobile Source) ได้แก่ รถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน เป็นต้น
(2) แหล่งกำเนิดที่อยู่กับที่ (Stationary Sources) หมายถึง แหล่งกำเนิดที่ไม่สามารเคลื่อนที่ได้ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งสารมลพิษอากาศเกิดจากการใช้เชื้อเพลิงและเกิดจากกระบวนการการผลิตต่างๆ ดังแสดงในตัวอย่างตาราง โดยสรุปได้ดังนี้
(ก) กระบวนการเผาไหม้ของหม้อไอน้ำ เตาเผาซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการก่อให้เกิดพลังงานความร้อน เช่น เตาเผาเพิ่มความร้อน เตาเผากำจัดของเสีย นอกจากจะทำให้เกิด SO2 NOx เขม่าและ CO แล้วบางครั้งก็ยังมีไฮโดรคาร์บอน ไฮโดรเจนคลอไรด์ และไดอกซินเกิดขึ้นอีกด้วย
(ข) การถลุงและแปลรูปโลหะ ในกระบวนการถลุงแร่ เช่น การเผาและอบ จะเกิดการแพร่กระจายของทองแดง ตะกั่ว และสังกะสี แคดเมียม ปรอทและธาตุอื่นๆ ในสินแร่ ในการอบแร่ที่ปนอยู่กับกำมะถัน นอดจากจะเกิด SO2 เป็นจำนวนมากแล้ว ก็ยังมี NOx และเขม่าเกิดขึ้นอีกด้วย
(ค) การทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัสดุที่มีลักษณะเป็นผง เช่นการบดวัตถุดิบ การคัดแยก การผสม แปรรูปและการขนส่งที่ก่อให้เกิดฝุ่นละออง
(ง) การกลั่นเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งการใช้สารละลายและสีจะทำให้เกิดไฮโดรคาร์บอน
(จ) การแพร่กระจายของก๊าซพิษเกิดจากการจัดการที่ขาดความระมัดระวัง การกระจายของสารเคมีทางการเกษตร เช่น ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าย่า เป็นต้น
(ฉ) การก่อสร้างทำให้เกิดฝุ่นละออง

ตัวอย่างมลพิษอากาศกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ประเภทอุตสาหกรรม ชื่อสารมลพิษอากาศ
อุตสาหกรรมปุ๋ย อุตสาหกรรมเซรามิก อุตสาหกรรมอลูมิเนียม ไฮโดรเจนฟลูออไรด์ : HF
ดรงกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมก๊าซ แอมโมเนียและเยื่อกระดาษ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ : H2S
โรงถลุงโลหะ อุตสาหกรรมเคมี เซเลเนียมไดออกไซด์ : SeO2
อุตสาหกรรมโซดาไฟ กระบวกการผลิตพลาสติก ไฮโดรเจนคลอไรด์ : HCl
การผลิตกรดดินประสิว อุตสาหกรรมต่างๆที่มีการสันดาป ไนโตรเจนไดออกไซด์ : NO2
การผลิตกรดกำมะถัน อุตสาหกรรมให้น้ำมันเตา-ถ่านหิน ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ : SO2
อุตสาหกรรมปุ๋ย ซิลิคอนฟลูออไรด์ : SiF4
อุตสาหกรรมย้อมสี การสังเคราะห์สรอินทรีย์ ฟอสจีน (PHOSGENE) : COCl2
การผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวทำลาย การฆ่าเชื้อของพืช คาร์บอนไดซัลไฟด์ : CS2
การผลิตกรด Hydrocyanic, การผลิตเหล็ก อุตสาหกรรมก๊าซ อุตสาหกรรมเคมี ไฮโดรเจนไซยาไนต์ : HCN
อุตสาหกรรมผลิตปุ๋ย การชุบโลหะ เวชภัณฑ์อินทรีย์ การทำพิมพ์เขียว แอมโมเนีย : NH3
การผลิตเวชภัณฑ์ ฟอสฟอรัสไดคลอไรด์ ฟอสฟอรัสไตรคลอไรด์ : PCl3
ฟอสฟอรัสไตรคลอไรด์ ฟอสฟอรัสไดออกไซด์ ฟอสฟอรัสเพนตะคลอไรด์ : PCl5
การถลุงฟอสฟอรัส การผลิตสารประกอบฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัสเหลือ : P4
การผลิตเวชภัณฑ์ การผลิตสีย้อม Chlorosulforic acid คลอโรซัลโฟริก : HSO2Cl
การผลิตฟอร์มาลีน หนัง ยางสังเคราะห์ การผลิตวานิช ฟอร์มาลดีไฮด์ : HCHO
การผลิต Acrylic acid ยางสังเคราะห์ การผลิตวานิช อะโครลีน : CH2CHHO
การผลิตกรดกรดฟอสฟอริก ปุ๋ยฟอสฟอริก ไฮโดรเจนฟอสไฟด์ : PH4
โรงกลั่นน้ำมัน การผลิตฟอร์มาลีน ตัวทำละลายอินทรีย์ เบนซีน : C6H6
การผลิตเมธานอล การผลิตฟอร์มาลีน อุตสาหกรรมสี อุตสาหกรรมยางสังเคราะห์ ทำแชลแลค เมธานอล : CH3OH
อุตสากรรมปิโตรเคมีโรงถลุงนิเกิล นิกเกิลคาร์บอนิก : Ni(CO)4
การผลิตกรดกำมะถัน อุตสาหกรรมปุ๋ย โรงงานสารอินทรีย์ กรดกำมะถัน : H2SO4
สีย้อม เวชภัณฑ์ สารเคมีเกษตร โบรมีน : Br2
อุตสาหกรรมก๊าซ การถลุงโลหะ การสันดาปภายใน คาร์บอนมอนอกไซด์ : CO
อุตสาหกรรมทาร์ ยาเคมี อุตสาหกรรมสี ยางสังเคระห์ ฟินอล : C6H5OH
อุตสาหกรรมยา สารเคมี Pyridine : C5H5N
อุตสาหกรรมปิโตรเลีม อุตสาหกรรมเภสัชกรรม Mercaptan : C2H5SH
อุตสาหกรรมผลิตหลังคาไฟเบอร์ สไตรีน : C6H5CHCH2
อุตสาหกรรมโสดาไฟ อุตสาหกรรมเคมีอื่นๆ คลอรีน : Cl2

ที่มา : รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2540 สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม

ประเภทของสารมลพิษ (Types of Air Pollutants)

1. สารมลพิษอากาศปฐมภูมิ (Primary Air Pollutants)

เป็นสารมลพิษอากาศที่เกิดขึ้น และถูกระบายจากแหล่งกำเนิดโดยตรง เชน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ขี้เถ้า และเขม่าควันดำที่เกิดจากการเผาเชื้อเพลิงในยานพาหนะ และเตาเผาในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

2. สารมลพิษอากาศทุติยภูมิ (Secondary Air Pollutants)

เป็นสารมลพิษอากาศที่ไม่ได้เกิดและถูกระบายออกจากปหล่งกำเนิดใดๆ แต่ขึ้นขึ้นในบรรยากาศทั่วๆไป จากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารมลพิษอากาศปฐมภูมิกับสารประกอบอื่นๆ ที่อยู่ในบรรยากาศ เช่น ก๊าซโอโซน ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมี Photochemical Oxidation ระหว่างก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจนกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอื่นๆ และสารมลพิษอากาศที่เป็นสารอนินทีรย์ (Inorganic) เช่น ก๊าซไฮโดรเจซัลไฟด์ และฝุ่นตะกั่ว เป็นต้น
ในประเทศไทยได้มีการประกาศค่าปริมาณสารมลพิษที่ยอมให้ปล่อยสู่บรรยากาศ เพื่อควบคุมสารมลพิษหลักจำนวน 7 ชนิด ซึ่งเป็นสารมลพิษกากาศปฐมภูมิเป็นส่วนใหญ่ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฝุ่นรวม(Toltal Suspended Particulate) ตะกั่ว ฝุ่นขนาดเล็ก (PM10) และโอโซนซึ่งเป็นมลพิษอากาศทุติยภูมิ นอกจากนี้แล้ว ยังมีสารมลพิษอากาศที่เป็นอันตราย(Hazardous Air Polltutants : HAPs หรือ Toxic Air Pollutants หรือ Air Toxic)ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และทำให้ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว โดยจะทำลาภูมิคุ้มกันระบบประสาท และทำให้เกิดความผิดปกติของระบบสืบพันธ์และต่อมไร้ท่อเป็นต้น ในประเทศสหรัสอเมริกาได้มีการกำหนดชนิดของสารมลพิษในอากาศที่เป็นันตราย จำนวน 189 ชนิด ซึ่งแหล่งกำเนิดที่สำคัญได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมเคมี สารกำจัดศัตรูพืช การเผาไหม้ เป็นต้น ในขณะนี้สหรัสอเมริกายังไม่ได้กำหนดค่ามาตรฐานของ HAPs จากแหล่งกำเนิดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สำหรับในประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดมาตรฐานของ HAPs ในบรรยากาศแต่มีนโยบายในการควบคุม HAPs จากแหล่งกำเนิด โดยใช้มาตรการ โดยใช้มาตรการในการควบคุมป้องกันการรั่วไหลของแหล่งกำเนิดได้ เช่น การป้องกันมลพิษ (Pollution Prevention) หรือการใช้เทคโนโยลีสะอาด (Clean Technology) เป็นต้น

มลพิษอากาศที่สำคัญ ได้แก่

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)

ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่ไวไฟ เมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศจะเกิดเป็นซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ และจะรวมตัวเป็นกรดซัลฟุริก อาจก่อให้เกิดอันตราย ต่อระบบทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น ส่วนฝุ่นละองอาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ยกเว้นฝุ่นละอองบางประเภท ที่มีพิษอยู่ในตัวของมันเอง เช่น ซิลิกา ฝุ่นละอองของโลหะหนักต่างๆ
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยมากขึ้นอยู่กับฝุ่นละออง เนื่องจากทำให้เพิ่มความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในระบบหัวใจ (ดังแสดงในตาราง) นอกจากนั้น ฝุ่นละอองบางชนิดเป็นสารมีพิษ และบางชนิดทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์กลายเป็นกรดซัลฟุริกได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น ละอองไอของเฟอรัส แมงกานีส วานาเดียม เป็นต้น ซึ่งเป็นอันตรายต่อปอดอย่างรุนแรง ตลอดจนเพิ่มความต้านทานการเคลื่อนที่ของอากาศภายในทางเดินหายใจ

ผลของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และควันหรือฝุ่นละอองต่อมนุษย์

ความเข้มข้นของ
ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็น
ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
(ส่วนในล้านส่วน)
ควันหรือฝุ่นละออง
(ไมโครกรัมต่อ
ลูกบาศก์เมตร )
ผลที่เกิดขึ้น เอกสารอ้างอิง
1500 (0.52)
(ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง)
เท่ากับหรือ
มากว่า 6
เพิ่มอัตราตาย MC Carroll and Bradley (1996)
เท่ากับหรือมากกว่า 715 (0.25) (ค่าเฉลี่ย 24 ชั่มโมง) 750 อาจเพิ่มอัตราตายต่อวัน Lawther (1963)
500 (0.19)
(ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง)
ต่ำ อาจเพิ่มอัตราตาย Brass และ คณะ
(1966)
300 – 500(0.11-0.19)
(ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง)
ต่ำ เพิ่มอัตราป่วย
เข้ารับการรักษาใน
โรงพยาบาล
ด้วยโรคทางเดินหายใจ เพิ่มอัตรากรขาดงาน
Brass และ คณะ
(1966)
715 (0.25)
(เฉลี่ย 24 ชั่วโมง)
มี อัตราการป่วยของผู้มีอายุเกิน
54 ปี เพิ่มขึ้นโดยฉับพลัน
Carnow และ คณะ
(1968)
600 (0.21)
(ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง)
300 ผู้ป่วยด้วยโรคปอดเรื้อรัง
อาจมีอาการรุนแรง
Lawther (1958)
105-265 (0.037-0.092)
(ค่าเฉลี่ย 1 ปี)
185 มีอาการดรคทางเดินหายใจ
บ่อยครั้งขึ้น และอาจเกิดโรคปอด
Petrilli และ คณะ (1966)
120 (0.046)
(ค่าเฉลี่ย 1 ปี)
100 เป็นโรคทางเดินหายใจ
บ่อยครั้งขึ้น
และอาการร้ายแรงขึ้น
Lunn และคณะ (1967)
115 (0.040)
(ค่าเฉลี่ย 1 ปี)
160 เพิ่มอัตราตายด้วยโรค
หลอดลมอักเสบ
และมะเร็งปอด
Back and Wicken (1964)
ผลต่อการมองเห็น
286 (0.10)
ใกล้เคียงกับค่าของ
ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
และความชื้น
ร้อยละ 5
การมองเห็นไกลลดลง
ประมาณ 5 ไมล์
Bushtueva
(1957&1960)

ที่มา : USHEW, Division of Air Pollution, Washington, 1962

จากข้อมูลในตาราง ในปี 2524 จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศในประเทศไทย สำหรับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอากาศเท่ากับ 300 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเวลา 24 ชั่วโมง และ 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในเวลา 1 ปี และในปี 2538 ได้มีการปรับปรุงค่ามาตรฐานอากาศในบรรยากาศใหม ่ก็ยังคงใช้ค่ามาตรฐานของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เท่ากับค่าที่ใช้ในปี พ.ศ. 2524


ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)

คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นก๊าซไม่มีสี ไม่มีรสไม่มีกลิ่น เบากว่าอากาศทั่วไปเล็กน้อย เมื่อหายใจเข้าไป ก๊าซที่จะรวมกับฮีโมโกลบิน (Haemoglobin) ในเม็ดเลือดแดงได้มากกว่าออกซิเจนถึง 200-250 เท่า เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน(COHb) ซึ่งลดความสามารถของเลือดในการเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ โดยทั่วไปองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดคาร์บอกซีฮีโมโกลบินในเลือดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ในอากาศที่สูดหายใจเข้าไป และระยะเวลาที่อยู่ในสภาวะนั้น สำหรับอาการสนองตอบของมนุษย์ขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน และความไวรับของแต่ละบุคคล (INdividual Susceptibility) เป็นสำคัญ ดังแสดงในตารางที่1 รวมทั้งความสัมพันธ์ ระหว่างระดับของคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศกับระดับคาร์บอกซ๊ฮีโมโกลบินในเลือด ในคนที่สูดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ จากบรรยากาศที่ความเข้มข้นต่างๆเข้าไปตังแสดในตารางที่ 2

ตารางที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างอาการสนองตอบและระดับคาร์บอกซีฮีโมโกลบินอิ่มตัวในเลือด

ร้อยละของ
คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน
อิ่มตัวในเลือด
อาการตอบสนองของคนปกติ
(ผู้ใหญ่)
อาการสนองตอบ
ของผู้ป่วยโรคหัวใจ
0.3 – 0.71.5

5 – 9

16 – 20

20 – 30

ยังไม่ปรากฎอาการใดๆ (No Effect)กระตุ้นให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ
สำคัญ บางส่วนเพิ่มขึ้นเป็นการชดเชย

การมองเห็นต้องใช้แสงมาก

ปวดศีรษะ การมองเห็นพร่ามัว ผิดปกติ

ปวดศีรษะ คลื่นไส ้ลงความสามารถ
ในการทำงานปราณีต

-หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดชดเชยได้
สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจตีบ จะมีตวาม
สามารถในการออกกำลังกายลดลง เมื่อมี
จำนวนคาร์บอกซีฮีโมโกลบินอิ่มตัวในเลือด
ร้อยละ 2.5 – 3

การออกกำลังกายเพียงเล็กน้อย จะทำให้
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบออกอาการ
ผิดปกติเช่น เจ็บหน้าอก

อาจเป็นอัตรายถึงตายได้

-

30 – 4050

60 – 70

ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ และอาเจียร
อ่อนเพลีย เป็นลม หมดสติ (Syncope)หมดสตี (Coma) ชัก

ถึงตายหากไม่ได้รับการรักษาทันที

-

หมายเหตุ : ถ้าความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศสูงมาก ซึ่งผู้ที่ได้รับจะมีอาการรุนแรง หมดสติ และ ถึงตายทันที ได้โดยไม่ต้องมีอาการนำ

ได้มีการทดลองเป็นจำนวนมาก เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างอาการสนองตอบของมนุษย์ ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ จำนวนร้อยละของคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน และระยะเวลาที่อยู่ในสภาวะนั้น ซึ่งผลการทดลองของ Lindgren (1961) และ Stewart (1970) กล่าวสอดคล้องกันว่า อาการอ่อนเพลียและปวกศีรษะ จะไม่เกิดขึ้นจนกว่า คาร์บอกซีฮีโมลโกลบินอิ่มตัวเกินกว่า 10 อย่างไรก็ตาม จากผลการทดลองของ McFarland และคณะ (1944) ได้รายงานว่าการมองเห็นจะผิดปกติเมื่อคาร์บอกซีฮีโมโกลบินเพิ่มจาก 5 ถึงร้อยละ 20 นอกจากนี้ยังมีผลการทดลองของ Smith (1968) รางานว่า เมื่อระดับของคาร์บอกซ๊ฮีโกบินมีระดับถึงร้อยละ 5 ขึ้นไป จะเป็นเหตุให้ผู้ที่เป็นดรคหัวใจได้รับอันตรายมากที่สุด แต่การพิจารณาโดยถือเอาผู่ป่วยเป็นเกณฑ์ อาจก่อให้เกิดปัญหาในการควบคุมดูแล ให้เป็นไปตามมาตรฐาน จากรายงานผลการทดลองดังกล่าว การกำหนดมาตรฐานครั้งแรกในปี 2524 จึงได้มีความเห็นว่า ให้กำหนดระดับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ทำให้เกิดคาร์บอกซีฮีโมโกลบินร้อยละ 4 โดยพิจารณาข้อมูลของ Cobun (1965) Peterson (1969) และ Stawart (1970) ซึ่งสรุปได้ดังแสดงไว้ในตารางที่ 3

ตารางที่ 2 ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศกับ ปริมาณคาร์บอกซีฮีโมโกลบินในเลือดของคนที่ได้สูดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าไป

ความเข้มข้นของ CO ในอากาศ คาร์บอกซีฮีโมโกลบิน (ร้อยละ)
มิลลิกรัมต่อ
ลูกบาศก์เมตร
ส่วนในล้านส่วน
ppm
หลังจาก 1 ชั่วโมง หลังจาก 8 ชั่วโมง ที่ภาวะสมดุลย์
117
70
35
23
12
100
60
30
20
10
3.6
2.5
1.3
0.8
0.4
12.9
8.7
4.5
2.8
1.4
15
10
5
3.3
1.7

ที่มา : องค์การอนามัยโลก, พ.ศ. 2515

ตารางที่ 3 ความเข้มข้นเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศที่ทำให้เกิด คาร์บอกซีฮีโมโกลบินในเลือดร้อยละ 4

ความเข้มข้นเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ เวลา ชั่วโมง
มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนในล้านส่วน (ppm)
29 25 24
35 35 8
117 100 1

ในการพิจารณามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศในปี พ.ศ. 2524 นั้น ได้อัตราความปลอดภัย (Safety Factor) เป็น 2 ต่อมาในปี พ.ศ. 2538 ได้ประกาศปรับปรุงมาตรคุณภาพอากาศใหม่โดย กำหนดคาร์บอนมอนอกไซด์ในบรรยากาศ ให้มีอัตราส่วนความปลอดภับเพิ่มขึ้นเป็น 3 ดังแวดงในตารางที่ 4

ตารางที่ 4 มาตรฐานคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ

ความเข้มข้นเฉลี่ยของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซ์ในอากาศ เวลา (ชั่วโมง)
2524 2538
มิลลิกรัมต่อ
ลูกบาศก์เมตร
ส่วนในล้านส่วน
(ppm)
มิลลิกรัมต่อ
ลูกบาศก์เมตร
ส่วนในล้านส่วน
(ppm)
20
50
17
43
10.3
34.2
9
30
8
1

ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx)

ออกไซด์ของไนโตรเจนประกอบด้วย ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ไนตริกออกไซด์ (NO) ไดไนโตรเจนไตรออกไซด์ (N2O3) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ไดไนโตรเจนไดออกไซด์ (N2O2) ไดไนโตรเจนเตตราออกไซด์ (N2O4) และ ไดไนโตรเจนเพนต๊อกไซด์ (N2O5) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงต่างๆ เช่น ก๊าซ ถ่านหิน ฟืน เป็นต้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ของออกไซด์ของไนโตรเจนซับซ้อนมาก และขึ้นอยู่กับสารมลพิษอื่นๆ เช่น ไฮโดรคาร์บอน โอโซน สารประกอบซัลเฟอร์ เป็นต้น รวมทั้งสภาวะทางธรรมชาติ เช่น แสงอาทิตย์ ก็เป็นองค์ประกอบตัวหนึ่งเช่นกัน ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะไนตริกออกไซด์ (NO) และไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2)

ไนตริกออกไซด์เป็นก๊าซไม่มีสีและกลิ่น ซึ่งส่วนมากเมื่อทำปฏิกิริยาทางเคมีกับออกซิเจนในอากาศ จะเปลี่ยนเป็นไนโตรเจนไดออกไซด์ และมีผลต่อมนุษย์ ดังแสดงในตาราง ซึ่งพบว่าค่าต่ำสุดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปวดโรคหืด คือ 190 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (0.1 ส่วนในล้านส่วน) ในระยะเวลา 1 ชั่วโมงต่อวันที่หายใจเอาก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์เข้าไป อย่างไรก็ตาม จากการประชุมขององค์การอนามัยโลก พ.ศ. 2515 ที่กรุงโตเกียว ได้สรุปว่า ถึงแม้จะมีการทดลองกับผู้ป่วยโรคหืด และพบว่าก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ที่ระดับ 190 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรในระยะ 1 ชั่วโมง มีผลทำให้เกิดหลอดลมตีบตันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดควรมีการทดสอบต่อไปอีก

ความเข้มข้น ระยะเวลา
ที่ได้รับก๊าซ
เหตุผล เอกสารอ้างอิง
ไมโตรกรัมต่อ
ลูกบาศก์เมตร
ส่วนใน
ล้านส่วน
230230

200

0.120.12

0.11

-

กลิ่น
ชายปกติและแข็งแรง จำนวน 3 คน ใน 9 คนจะได้กลิ่นส่วนใหญ่ของจำนวน 14 คนได้กลิ่นทันทีเมื่อเริ่มการทดลอง

26 คนในจำนวน 28 คนได้กลิ่นทันที่เมื่อเริ่มต้นการทดลอง

Henschler และ คณะ (1960)Salamberidze (1967)

Feldman (1974)

1,300 – 3,800190

560,000 – 940,000

0.7 – 2.00.1

300 – 500

10 นาที1 ชม./วัน

-

ผลต่อการทำงานของปอด
เพิ่มความต้านทางของระบบทางเดินหายใจ ทั้งการหายใจเข้าและออกเพิ่มความต้านทานของระบบทางเดินหายใจ และเพิ่มอาการตีบตัน ของทางเดินหายใจในผู้ป่วยโรคหืด 13 คน จากจำนวน 20 คน

เป็นอัตรายถึงแก่ชีวิต ด้วยโรคจากอาการปอดบวมน้ำ (Pulmonary Edema) หรือสลบเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน

Suzuki & Ishikawa (1965)
Orchek และคณะ (1976)Grayson (1956)
94>=940 0.50 1 ชม. ผลต่อชุมชน
เปรียบเทียบผลซึ่งเกิดต่อชนสองกลุ่ม นับถือศาสนาเดียวกัน อยู่ต่างเมือง ซึ่งมีความเข้มข้นของมลพิษไม่เท่ากัน ไม่ปรากฎผลต่อการทำงานของปอด และอัตราผู้ป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ ในผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ต่างกันอย่างไร เมื่อใช้ความเข้มข้นก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็น 43 ไมโครกรัมต่อลูบาศก์เมตรต่อกลุ่มชนในเมือง ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปรียบเทียบ (Control Group)
ไม่ปรากฎว่าเกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน ต่อแม่บ้านซึ่งประกอบอาหารด้วยเตาอบก๊าซ เมื่อเปลียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้เตาอบไฟฟ้า
Cohen และคณะ (1972)U.S. EPA (1976b)

ดังนั้น การกำหนดมาตฐานคุณภาพอากาศ จึงยึดถือค่าต่ำสุดที่ยังไม่ปรากฏผลเป็นอันตรายต่อมนุษย์ เท่ากับ 940 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อพิจารณาใช้ค่าอัตราส่วนความปลอดภัย (Safety Factor) เป็น 3 แล้ว จะได้ค่าที่ควรตั้งเป็นมาตฐาน คือ 320 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หรือ 0.17 ส่วนในล้านส่วน ในระยะเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง


ฝุ่นละออง (Particulate Matter)

มีความหมายรวมถึง อนุภาคของแข็งและหยดละอองของเหลวที่แขวนลอยกระจายในอากาศ อนุภาคที่กระจายในอากาศนี้บางชนิดมีขนาดใหญ่ และมีสีดำจนมองเห็นเป็นเขม่าและควัน แต่บางชนิดมีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ฝุ่นละอองที่แขวนลอยในบรรยากาศ โดยทั่วไปมีขนาดตั้งแต่ 100 ไมครอนลงมา ฝุ่นละอองสามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคน สัตว์ พืช เกิดความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน ทำให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อประชาชน บดบังทัศนวิสัย ทำให้เกิดอุปสรรคในการคมนาคม ขนส่ง นานาประเทศจึงได้มีการกำหนดมาตรฐานฝุ่นละออง ในบรรยากาศขึ้น สำหรับในประเทศสหรัฐอเมริกา US. EPA (United state Environmental Protection Agency) ได้มีการกำหนดค่ามาตรฐานของฝุ่นรวม (Total Susoended Particulate) และฝุ่น Pm10 แต่เนื่องจากมีการศึกษาวิจัย ฝุ่นขนาดเล็กนั้นจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าฝุ่นรวม เนื่องจากสามารถผ่านเข้าไประบบทางเดินหายใจส่วนในและมีผลต่อสุขภาพมากกว่าฝุ่นรวม ดังนั้น US. EPA จึงได้มีการยกเลิกค่ามาตรฐานฝุ่นรวม และกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นขนาดเล็กเป็น 2 ชนิด คือ PM10 และ PM2.5

PM10 ตามคำจำกัดความของ US. EPA หมายถึง ฝุ่นหยาบ (Course Particle) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศุนย์กลาง 2.5 – 10 ไมครอน มีแหล่งกำเนิดจากการจราจรบนถนนที่ไม้ได้ลาดยางตามการขนส่งวัสดุฝุ่นจากกิจกรรมบด ย่อย หิน

PM2.5 ตามคำจำกัดความของ US. EPA หมายถึง ฝุ่นละเอียด (Final Particles) เป็นอนุภาคที่มีเส้นผ่านศุนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ฝุ่นละเอียดที่มีแหล่งกำเนิดจากควันเสียของรถยนต์ โรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม ควันที่เกิดจากการหุงต้มอาหารโดยใช้ฟืน นอกจากนี้ก๊าซ SO2 NOx และสาร VOC จะทำปฏิกิริยากับสารอื่นในอากาศทำให้เกิดฝุ่นละเอียดได้

ฝุ่นละอองขนาดเล็กจะมีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เมื่อหายใจเข้าไปในปอดจะเข้าไปอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ที่ได้รับฝุ่น PM10 ในระดับหนึ่งจะทำให้เกิดโรค Asthma และ ฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศจะมีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด และเกี่ยวโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดนเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหืดหอบ และเด็กจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่าคนปกติด้วย

ในประเทศไทยมีการให้ความหมายของคำว่าฝุ่นละอองได้ดังนี้ ฝุ่นละอองหมายถึง ฝุ่นรวม(Total Suspended Particulate) ซึ่งเป็นฝุ่นขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศุนย์กลาง ตั้งแต่ 100 ไมครอนลง ส่วนฝุ่นขนาดเล็ก (PM10) หมายถึง ฝุ่นที่มีเส้นผ่านศุนย์กลางตั้งแต่ 10 ไมครอนลงมา ฝุ่นละอองที่เป็นบัญหามลพิษ สำคัญอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2541 ธนาคารทั่วโลก (World Bank) ได้ให้ทุนสนับสนุนกรศึกษาเรื่องผลกระทบของฝุ่นละอองที่มีต่อสุขภาพอนามัยของคนในกรุงเทพมหานคร เพื่อพบว่าฝุ่นละอองในกรุงเทพมหาครมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยมีระดับความรุนแรงใกล้เคียงกับผลการศึกษาจากเมืองต่างๆทั่วโลก โดยระดับของฝุ่นขนาดเล็กอาจทำให้คนในกรุงเทพมหานครตายก่อนเวลาอันควร ถึง 4,000 – 5,500 รายในแต่ละปี นอกจากนี้ยังพบว่าการเข้ทารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลมีความสัมพันธ์กับปริมาณฝุ่นขนาดเล็ก และจากการประเมินทางด้านเศรษศาสตร์แสดงให้เห็นว่าสมารถลดปริมาณ PM10 ในบรรยากาศลงได้ 10 ลูกบาศก์เมตร จะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพ คิดเป็นจำนวนเงิน 35,000 – 88,000 ล้านบาทต่อปี

2 Responses so far »

  1. 1

    parallel กล่าว,

    เว็บสวยงดงามมากๆ
    มีประโยชน์ ทำให้นึกถึงมลพิษใกล้ตัว
    จะได้ช่วยกันแก้ปัญหา

  2. 2

    Hirai กล่าว,

    อึ้ง…ทีรกนึกว่าควันเสียอย่างเดียวซะอีกที่เป็นมลพิษทางอากาศอ่ะ ขอบคุณมากๆ นะ ที่มาให้ความรู้แบบนี้


Comment RSS · TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: